A   A  A    |  

คำจำกัดความของ Refraction คือ การหักเหของแสงเมื่อผ่านวัตถุโปร่งแสงที่มีดัชนีการหักเหของแสง (re-fractive index) ต่างกัน เช่น เมื่อแสงผ่านจากอากาศไปสู่น้ำ ก็จะเกิดการหักเหของแสงไปจากทิศทางเดิมของมัน แต่ความหมายทางจักษุวิทยา refraction หมายถึง การวัดสภาพตา (refractive state) ว่ามีความผิดปกติแบบใด เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง เป็นต้น

 

หน่วยของกำลังของเลนส์ เรียกว่า diopter เป็นสัดส่วนผกผันกับระยะห่างจากเลนส์ถึงจุด focus

D = 1/f

D = diopter เป็นหน่วยของเลนส์ lens power
f =  focal length เป็นระยะทางของแสงขนานที่ผ่านเลนส์แล้วไปรวมที่จุดจุดหนึ่ง คิดระยะทางเป็นเมตร

เลนส์ที่มีกำลัง 1 diopter ก็คือ เลนส์ที่เมื่อมีแสงขนานผ่านแล้ว จะเกิดการหักเหของแสงไปรวมกันที่ระยะห่างจากเลนส์ (focal length) 1 เมตร

 

โดยทั่วไปการตรวจตาจะต้องตรวจให้ละเอียด ทั้งลักษณะโครงสร้าง และหน้าที่การทำงานของแต่ละส่วนควรตรวจตาทั้ง 2 ข้าง บางครั้งเราอาจตรวจพบความผิดปกติบางอย่างโดยที่ผู้เข้ารับการรักษายังไม่มีอาการ หรือผู้เข้ารับการรักษาไม่ทราบว่ามีอาการผิดปกติ การตรวจตาต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เข้ารับการรักษา ควรสร้างความสัมพันธ์ และบรรยากาศในการตรวจให้ผู้ป่วยร่วมมือมากที่สุด เพื่อการตรวจจะได้ผลดี และไม่เสียเวลามาก ในเด็กเล็กบางครั้งจะต้องใช้ยานอนหลับจึงจะตรวจได้ หรืออาจต้องทำการดมยาสลบตรวจ

 

การตรวจตาควรทำเป็นลำดับขั้นตอนดังนี้

การวัดระดับสายตา (visual acuity) เป็นสิ่งแรกที่ต้องตรวจ และจำเป็นมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีผู้ป่วยอุบัติเหตุ และผู้ที่มีอาชีพต้องใช้สายตาเป็นพิเศษ

ให้ผู้ป่วยยืนห่างจาก Snellen chart 6 เมตร หรือ 20 ฟุต ในห้องที่สว่างและมีแสงส่องที่ chart ให้มากพอควร
ภาพ แสดงภาพ Snellen chart และ E chart

ก. Snellen chart

 



ข. E chart

ใช้ฝ่ามือปิดตาผู้ป่วยที่ละข้าง มักปิดตาซ้าย ใช้ตาขวาอ่านก่อน เพื่อสะดวกในการบันทึก

ให้ผู้ป่วยอ่านตัวเลขจากตัวใหญ่สุดลงมาเป็นแถว จากซ้ายไปขวา อ่านได้ถึงบรรทัดใดให้บันทึกไว้ แล้วเปลี่ยนใช้ตาอีกข้างอ่านเหมือนเดิม

การบันทึก แต่ละแถวจะต้องมีตัวเลขเป็นเศษส่วนบอกไว้ อ่านได้ถึงแถวใดก็ให้บันทึกเศษส่วนนั้น เช่น

ตาขวาอ่านได้แถวแรกแถวเดียว บันทึกระดับสายตา เท่ากับ 6/60 หรือ 20/200

ตาซ้ายอ่านได้ 5 แถว บันทึกระดับสายตา เท่ากับ 6/12 หรือ 20/40

การบันทึกถือหลักสากลเขียน ดังนี้ VA 6/60, 6/18 โดยไม่จำเป็นต้องเขียนคำว่าตาขวา ตาซ้าย

ระดับสายตา ค่าแรกจะเป็นของตาขวา ค่าต่อมาเป็นของตาซ้าย

6/60 หมายถึง ผู้รับการรักษายืนที่ 6 เมตร เห็นตัวเลขที่คนปกติยืนที่ 60 เมตร ยังสามารถเห็นได้ ดังนั้นผู้เข้ารับการรักษานี้อาจมีสายตาผิดปกติ หรือมีโรคตา หรือทั้ง 2 อย่างรวมกัน

ในกรณีที่สงสัยสายตาผิดปกติ (refractive error) ให้ทดลองใช้กระดาษแผ่นเล็กๆ เจาะรูตรงกลางขนาดประมาณ 0.2-0.5 มม. ด้วยปลายดินสอแหลมๆ ให้ผู้รับการรักษามองผ่านรูนั้น อ่านตัวเลขใหม่ ถ้าอ่านชัดขึ้นแสดงว่าผู้เข้ารับการรักษามีสายตาผิดปกติ เราจะบันทึกต่อไปว่า ลอง pin hole แล้วดีขึ้นหรือไม่ (VA with ph)

คนปกติจะอ่านได้ถึงแถวสุดท้าย คือ 6/6 หรือ 20/20 (ในเด็กเล็กๆ ชั้นประถมต้น ถ้าอ่านไม่ได้ถึง 6/6 อาจปกติได้)

ถ้าผู้ป่วยยืนที่ 6 เมตร แล้วไม่เห็นตัวเลขตัวบนสุด ซึ่งมีตัวเลขกำกับไว้ว่า 6/60 หรือ 20/200 (บางแบบตัวหนังสือบนสุดจะเป็น 20/400) ให้ผู้เข้ารับการรักษาเดินเข้ามาทีละ 1 เมตร จนกว่าจะเห็นตัวบนสุด ให้บันทึกดังนี้

VA 3/60 หมายความว่า ผู้เข้ารับการรักษายืนที่ 3 เมตร เห็นตัวเลขแถว 6/60
VA 1/60 หมายความว่า ผู้ป่วยยืนที่ 1 เมตร เห็นตัวเลขแถว 6/60

ถ้ายืนที่ 1 เมตรแล้วยังไม่เห็น ให้ผู้ป่วยนับนิ้ว โดยชูนิ้ว 1 หรือ 2 นิ้ว หน้าผู้เข้ารับการรักษาในระยะ 3 ฟุตถ้านับได้จะบันทึก ดังนี้

V.A. Fc 3 เมื่อนับนิ้วถูกต้องที่ระยะ 3 ฟุต (Fc = finger count)

ถ้านับไม่ได้ให้เลื่อนมือของผู้ตรวจเข้ามาทีละ 1 ฟุต จนถึงระยะ 1 ฟุต

ถ้ายังนับนิ้วไม่ได้ให้โบกมือในระยะ 1 ฟุต ถ้าผู้เข้ารับการรักษาเห็นมือเคลื่อนไหว ให้บันทึกว่า Hm (Hm = hand movement)

ถ้ามองมือที่เคลื่อนไหวไม่เห็น ให้ใช้ไฟฉาย (ขนาด pen light) ส่องให้ผู้เข้ารับการรักษาดูแสงไฟ การส่องควรย้ายทิศทาง และเปิดปิดไฟสลับกันด้วย

ให้บันทึก Pj ถ้าผู้เข้ารับการรักษาเห็นแสงและบอกทิศทางได้ Pj (Pj = light projection)

ให้บันทึก Pl ถ้าผู้เข้ารับการรักษาเห็นแสงแต่บอกทิศทางไม่ได้ Pl (Pl = light perception)

ให้บันทึก No Pl ถ้าผู้เข้ารับการรักษาไม่เห็นแสงเลย No Pl (No Pl = No light perception)

ถ้าผู้เข้ารับการรักษาอ่านหนังสือไม่ออก หรือเป็นเด็ก อาจใช้ E chart หรือรูปภาพแทน ในเด็กเล็กๆ จะทราบว่าตาไหนเห็นไม่ชัดอาจทำได้โดยใช้มือของผู้ตรวจปิดตาทีละข้าง ถ้าเด็กร้องแสดงว่าไปรบกวนการมองเห็นของเด็ก คือผู้ตรวจปิดตาข้างที่ดี